วิเคราะห์การดวลฟาดแข้งกันของ 4 คู่ ทีมไหน? จะมีโอกาส เข้ารอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

สำหรับผลการจับสลากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย มีขึ้นที่เมืองนียง ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์  โดยการประกบคู่จะรวมไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยมี 8 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาล 2021-2022 ประกอบไปด้วยทีม แอตเลติโก้ มาดริด,บาเยิร์น มิวนิค,เบนฟิก้า,เชลซี (แชมป์เก่า)ลิเวอร์พูล,แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (รองแชมป์),เรอัล มาดริด,บียาร์เรอัล ซึ่งการจับสลากที่มีขึ้นช่วงหัวค่ำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งคู่บิ๊กแมตช์ในใจแฟนบอลหลายคนคงหนีไม่พ้นการดวลกันระหว่างทีม สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี แชมป์เก่า กับ ราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด ดีกรีแชมป์ 13 สมัย และนี่คือบทสรุปการวิเคราะห์ (แบบไม่จริงจัง) ที่จะชี้ให้เห็นว่า ในการดวลฟาดแข้งกันของ 4 คู่นี้ ทีมไหนจะมีโอกาสมากกว่ากัน ที่จะคว้าตั๋วเข้าไปลุยต่อในรอบตัดเชือก

คู่ที่1:   เชลซี VS เรอัล มาดริด

ทีมคู่นี่เพิ่งเจอกันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ครั้งนั้นเป็นการดวลกันในรอบรองฯ ซึ่งเป็นฝ่าย สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี เป็นฝ่ายชนะ ด้วยประตูรวม2นัด 3-1 ก่อนหลุดเข้าไปคว้าแชมป์ แต่ว่าการดวลกันครั้งนี้ ดูแล้ว เรอัล มาดริด มีโอกาสมากกว่าเบาๆ เพราะปัญหานอกสนามที่เกิดขึ้นกับ เชลซี น่าจะส่งผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย แถมฟอร์มการเล่นของทีม  เรอัล มาดริด  ซีซั่นนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งการบุกและรับจริงๆ ส่วนเรื่องความเก๋าเกมนั้น ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือตอนนี้ คาริม เบนเซม่า ดันเจออาการบาดเจ็บซะก่อน (แต่ดูแล้วไม่น่าหนักมาก) ดังนั้นถ้าหาก ถึงวันลงเล่นจริงๆ เจ้าตัวอาจจะอยู่ในสภาพที่พร้อมและทีม เรอัล มาดริด สามารถคาดหวังประตูจากเจ้าตัวได้อย่างแน่นอน แถมมี วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่มีทีเด็ดด้วย

โดยมองภาพรวมแล้วทั้งด้านขุมกำลังนักเตะและตัวกุนซือ (โธมัส ทูเคิ่ล VS คาร์โล อันเชลอตติ) แทบไม่มีใครเหนือกว่ากัน เพียงแค่สถานการณ์ตอนนี้ ทีมราชัน ชุดขาว เรอัล มาดริด ได้เปรียบกว่า แถมได้เตะเกมนัดที่2ที่บ้านตัวเอง ดังนั้นเกมแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ถือว่าสำคัญมาก

โอกาสเข้ารอบ : ทีมเชลซี 45% – ทีมเรอัล มาดริด 55%

  คู่ที่2:  แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS แอตเลติโก มาดริด

ทีม ตราหมี แอตเลติโก มาดริด  สามารถผ่าน ทีม ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาได้ในรอบ16 ทีม และรอบนี้พวกเขาก็ต้องเจอกับอีก1ทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งหากมองกันแบบง่ายๆ แน่นอนว่า แมนฯ ซิตี้  เรือใบสีฟ้า เป็นต่ออยู่มาก แต่ก็อย่างที่กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พูดไว้หลังทราบผลการจับสลากนั่นแหละ ที่เจ้าตัวบอกว่า การเจอกับ แอตเลติโก มาดริด   นั้น แค่เล่นดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องเล่นให้ฉลาดด้วย จึงจะสามารถชนะได้

อย่างไรก็ตาม ทีมของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ อาจไม่ใช่ทีมที่เก่งสุด,ดีที่สุด, เล่นสวยงามที่สุด หรือชอบเอาชนะคู่แข่งด้วยจำนวนประตู  แต่พวกเขาเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอด้วย เพราะนอกจากเล่นด้วยยากแล้ว อาจจะต้องเจอเทคนิคการเล่นบอลแบบตุกติกที่ยั่วให้อารมณ์เสียง่าย อย่างไรก็ตาม หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่เจอปัญหาแบบนี้ พวกเขาก็สามารถเล่นได้ตามเกมของตัวเอง อย่างไร ทีมเรือใบสีฟ้า ก็ดูดีกว่า ทีม”ตราหมี” อยู่ไม่น้อย และถ้าหากเกมแรก พวกเขาเปิดบ้านถล่มได้ก่อน มันก็ยากที่จะตกรอบ เพราะฤดูกาลนี้ กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มุ่งมั่นมาก ที่จะพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปให้ได้ หลังจากที่ผิดหวังในรอบชิงฯ ฤดูกาลก่อน ถึงแม้สถานการณ์ในลีกตอนนี้ถูก ลิเวอร์พูล ไล่จี้แล้วก็ตาม

โอกาสเข้ารอบ : ทีมแมนฯ ซิตี้ 65% -ทีม แอต. มาดริด 35%

  คู่ที่3:   บียาร์เรอัล VS บาเยิร์น มิวนิค 

ทีม เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค  ผลงานในลีกระยะหลังเล่นเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับเป็นคนละแบบเล่นได้ดีจริงๆ ขณะที่ ทีมบียาร์เรอัล ของกุนซือ อูไน เอเมรี่ ถึงแม้เป็นทีมที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดา แต่ในรอบที่แล้วกล้า บุกเขี่ยทีม ยูเวนตุส ตกรอบถึงบ้าน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเน้นจริงๆ ทีมบาเยิร์น มิวนิค  พลาดยากมาก

ทีม”เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค  ยุคกุนซือ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ ยังมีจุดอ่อนอยู่ที่เกมรับ ที่มักจะพลาดบ่อยๆ เมื่อเจอกับทีมที่เล่นโต้กลับเก่งๆ แต่ถ้าหากพวกเขาเล่นด้วยความระวัง  พลพรรคผู้เล่นแนวรุกอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, โธมัส มุลเลอร์, ลีรอย ซาเน่, แซร์จ นาบรี้ และ คิงส์เลย์ โกมัน ต่างเล่นได้เข้าฟอร์ม มันก็ยากที่จะมีใครมาล้มทีมพวกเขาได้ ดูแล้ว ทีมบาเยิร์น มิวนิค   มีโอกาสที่จะชนะทีม บียาร์เรอัล ได้ทั้งเกมเหย้าและเยือนเลยทีเดียว

โอกาสเข้ารอบ : ทีมบียาร์เรอัล 30% – ทีมบาเยิร์น มิวนิค 70%

  คู่ที่4: เบนฟิก้า VS ลิเวอร์พูล 

แฟนบอล “หงส์แดง” หลายคนอาจมองว่า เจอทีมเบนฟิก้า จะสบาย แต่บอกเลยว่า มันอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาถึงโปรแกรมหนักๆ ที่ ลิเวอร์พูล “หงส์แดง” ต้องเจอนั้น ทั้งใน เกมพรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ (หากผ่านเข้ารอบรองฯ ได้) ดังนั้นหากมองภาพรวม ทีมลิเวอร์พูล ของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูเหนือกว่า ทีม เบนฟิก้า อยู่พอสมควร และเป็นหงส์แดงที่มีประสบการณ์โชกโชนในเกมใหญ่ๆ ของรายการนี้ มากกว่าทีม เบนฟิก้า

ด้านทีม เบนฟิก้า นั้น หลังจากที่สามารถฝ่าด่าน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มาแล้ว พวกเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นทีมที่ไม่อาจมองข้ามได้ และที่สำคัญ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มีกองหลังที่มีประสบการณ์ พรีเมียร์ลีก อย่าง นิโกลัส โอตาเมนดี้ และ ยาน แฟร์ต็องเก้น ซึ่งน่าจะช่วยได้ไม่น้อยในการเจอกับ ทีม”หงส์แดง”  ลิเวอร์พูล แต่ หาก ลิเวอร์พูล ได้เล่นตามเกมของตัวเองและ มีการจบประตูที่เด็ดขาด ไม่ยิงทิ้งยิงขว้าง โดยเล่นให้ผิดพลาดในเกมรับให้น้อยที่สุด พวกเขาก็มีโอกาสดีที่จะผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือก และการได้เตะเกม2ที่ ถิ่นแอนฟิลด์ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับพวกเขาเช่นกัน

โอกาสเข้ารอบ : ทีมเบนฟิก้า 40% – ทีมลิเวอร์พูล 60%